การไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่หลายคนเข้าใจนัก แต่ก็มักจะพบกับปัญหาและข้อข้องใจอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนปัญหาของแต่ละคนต่างก็จะแตกต่างกันออกไป โดยกว้าง ๆ แล้วคำถามที่พบบ่อยมีดังนี้
1. สาขาวิชาที่นักศึกษาไทยนิยมไปเรียนได้แก่อะไรบ้าง?
2. ระหว่างเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยกับเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศอย่างไหนดีกว่ากัน?
3. จะสมัครเรียนต่อต่างประเทศได้อย่างไร และเริ่มหลักสูตรเมื่อไร? จำเป็นต้องมีผลภาษาอังกฤษ IELTS/TOEFL เพื่อสมัครไหม?
4. หลักฐานที่ใช้สำหรับสมัครเรียน
5. ถ้ามีผลภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ที่สถาบันกำหนด จะสมัครเรียนได้หรือไม่?
6. ต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษเท่าไหร่ถึงจะเรียนต่อได้?
7. ถ้าไม่มีประสบการณ์การทำงาน แต่ต้องการเรียนบริหารธุรกิจ จะเป็นไปได้หรือไม่?
8. ผลคะแนนสอบ IELTS TOEFL จะมีผลใช้ได้นานเท่าไหร่?
9. หลักสูตรที่เรียนแบบ Coureswork และหลักสูตรที่เรียนแบบ Research แตกต่างกันอย่างไร?
10. ที่อยู่แบบไหนเวลาไปเรียนต่อต่างประเทศ?
|
|
- บริหารธุรกิจ, การโรงแรมและการท่องเที่ยว
- เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์
- วิศวกรรม - ด้านรถยนต์ ไฟฟ้า การจัดการ โรงงานและอุตสาหกรรม
- การสื่อสาร โฆษณา สื่อสารมวลชน ทีวี
- ศิลปะ แฟชั่นและการออกแบบ ตกแต่งภายใน ออกแบบบ้าน ออกแบบเสื้อผ้าและเนื้อผ้า ออกแบบผลิตภัณฑ์
|
|
การที่ไปเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศ นักเรียนมีโอกาสฝึกทักษะภาษาอังกฤษได้มากกว่าอยู่ในเมืองไทย และพัฒนาได้เร็วกว่ามาก เนื่องจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอยู่ตลอดเวลา เช่น ดูโทรทัศน์ พูดคุยกับเพื่อนต่างชาติ แต่อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า ถ้านักเรียนต้องการประหยัดเงิน นักเรียนอาจจะเตรียมภาษาอังกฤษจากเมืองไทยบ้าง พยายามสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านตามเกณฑ์ที่สถาบันการศึกษากำหนดไว้ ก็จะได้เข้าเรียนหลักสูตรที่ตั้งใจไว้ได้เลยโดยไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศก่อน
|
|
การสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาตรีและโท สามารถทำการสมัครได้ที่แฮมมิลตัน โดยต้องยื่นใบสมัครของแต่ละสถาบันที่กรอกสมบูรณ์ (บางสถาบันมีค่าธรรมเนียมสมัครเรียนด้วย) พร้อมหลักฐานการศึกษาตัวจริง (Transcripts) ผลภาษาอังกฤษ IELTS หรือ TOEFL หรือบางสาขาวิชาต้องการประสบการณ์การทำงานด้วย เช่น MBA รวมทั้งจดหมายรับรองจากที่ทำงานและจากอาจารย์ หลักสูตร MBA ในอเมริกาบางสถาบันต้องการผล GMATด้วย
หากสมัครเรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษ ขอแค่สำเนาพาสปอร์ตและใบสมัครของสถาบันก็สมัครได้เลย
การศึกษาในมหาวิทยาลัย/วิทยาลัย ของแต่ละประเทศเริ่มไม่พร้อมกัน
- อังกฤษ ประมาณเดือนกันยายน และมกราคม/กุมภาพันธ์ในบางที่
- อเมริกา - ประมาณเดือนกันยายน บางแห่งเปิดรับช่วงมีนาคม มิถุนายน และธันวาคมด้วย
- ออสเตรเลีย - ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์และเดือนกรกฎาคม หรือบางที่เปิดปลายปีช่วง พฤศจิกายน/ธันวาคม
- นิวซีแลนด์ ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์และเดือนกรกฎาคม
หากเป็นสถาบันสอนภาษา จะเปิดเรียนตลอดทั้งปี สามารถเลือกได้ว่าจะเรียนช่วงไหนได้ตลอด
นักศึกษาควรยื่นเรื่องประมาณ 2-3 เดือนล่วงหน้า เพื่อเผื่อเวลาไว้สำหรับขั้นตอนต่างๆรวมทั้งการขอยื่นวีซ่าซึ่งต้องใช้เวลาถึง 3-20 วันทำการ
|
|
- ใบสมัครของสถาบัน
- ใบแสดงผลการเรียน (Transcripts) และจดหมายรับรองการจบหรือใบปริญญาบัตร
- ผลคะแนนภาษาอังกฤษ IELTS หรือ TOEFL (บางสถาบันไม่ต้อง)
- ผลคะแนน GMAT สำหรับโปรแกรม MBA และบริหารธุรกิจที่ประเทศอเมริกา (บางสถาบันไม่ต้อง)
- จดหมายแนะนำจากอาจารย์ที่สถาบัน อย่างน้อย 2 ฉบับ
- จดหมายรับรองการทำงาน (ถ้ามี/หลักสูตรบังคับเพื่อใช้สมัคร)
- ค่าธรรมเนียมการสมัคร (บางสถาบันก็ไม่เรียกเก็บ)
- จดหมายแนะนำตัว Statement of Purpose
- ประวัติส่วนตัว Resume
- สำเนาพาสปอร์ต
โปรดสอบถามเพิ่มเติมเพื่อเอกสารจะได้ครบถ้วนพร้อมดำเนินการ
|
|
ได้แน่นอน สถาบันส่วนใหญ่จะตอบรับแบบมีเงื่อนไข คือ สถาบันรับเข้าเป็นนักศึกษาโดยมีเงื่อนไขนักศึกษาจะต้องสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์ที่สถาบันกำหนด หรืออาจจะให้ไปเรียนภาษาอังกฤษก่อนประมาณ 10-20 สัปดาห์ แล้วเข้าได้เลยหรือสอบวัดผลอีกครั้ง ถ้าสอบผ่านก็สามารถเข้าศึกษาต่อได้เลย
|
|
ประกาศนียบัตร/อนุปริญญา - IELTS 5.05.5
ปริญญาตรี IELTS 5.06.0, TOEFL 210 (com-based)
ปริญญาโท IELTS 6.07.0, TOEFL 213 (com-based)
|
|
เป็นไปได้ เพราะหลักสูตรบริหารธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ขอประสบการณ์ เช่น Master of Commerce / International Business / Marketing / Hospitality and Tourism / Management แต่ถ้าเป็น MBA จะขอประสบการณ์ทำงาน แต่ก็มีบางสถาบันมีหลักสูตร MBA สำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานด้วย
|
|
ผลคะแนนใช้ได้นาน 2 ปี
|
|
หลักสูตรที่เรียนแบบ Coureswork เป็นหลักสูตรที่มีอาจารย์บรรยายในชั้นเรียน มีเก็บคะแนน การสัมมนา ทำรายงาน และการสอบปลายภาค แต่หลักสูตรที่เรียนแบบ Research จะเป็นหลักสูตร ที่ทำการวิจัยค้นคว้าอย่างเดียว ไม่มีการเข้าชั้นเรียนแต่จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำในการทำวิจัย หลักสูตรแบบ Research จะยากกว่า Coursework ผู้เรียนจะต้องเคยทำวิจัยมาก่อน ถ้าไม่เคยทำวิจัยมาก่อนก็จะต้องลงเรียนวิชาการทำวิจัยพื้นฐานภาษาอังกฤษควรจะดี เพราะต้องเขียนรายงานการวิจัยมาก
|
|
เวลาเราไปเรียนต่างประเทศจะมีที่พักหลายแบบให้เลือกได้ดังนี้
- Homestay พักกับครอบครับชาวต่างชาติ ข้อดีคือนักเรียนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนั้นโดยตรงและเรียนรู้วิธีการปรับตัวเข้ากับชนชาติของเค้า และที่สำคัญได้ใช้ภาษาอังกฤษได้เต็มที่ สามารถเลือกพักแบบรายสัปดาห์หรือเป็นเดือนๆ ระยะสั้นหรือยาวก็ได้ แต่อาจจะต้องมีการเดินทางเพราะครอบครัวจะอยู่นอกเขตใจกลางเมือง
- University/Institution Residence คือ หอพักของสถาบันที่เราไปเรียน มีหลายแบบไม่ว่าจะอยู่รวมชาย-หญิง หรือแบบแยกชาย-หญิง ข้อดีคือตั้งอยู่ภายในหรือรอบๆสถาบันซึ่งสะดวกในการเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปเรียนมาก การอยู่จะอยู่เป็นเทอมๆของสถาบัน
- Off-Campus ซึ่งมีหลายประเภท เช่น Apartment, Shared-house ที่อยู่ประเภทนี้เป็นแบบหาเอง ขึ้นอยู่กับความพอใจของนักเรียนและระดับราคาที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าแบบ Homestay และ University/Institution Residence ควรตรวจสอบให้แน่ชัดเรื่องสัญญาเช่าและเงื่อนไขต่างๆ เช่น ค่าปรับถ้าย้ายออกก่อน
|