ข้อมูลศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา
-
การศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกานับว่าเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกเเห่งหนึ่งสังเกตได้จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก จะมีมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาที่ืติดอันดับ 1 ใน 20 มากกว่าครึ่งหนึ่งการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกา (UNDERGRADUATE STUDY)
University and 4-Year-College
การศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเรียน 4 ปี จบเเล้วได้รับวุฒิ Bachelor of Arts (BA) หรือ Bachelor of Science (BS) เเล้วเเต่หลักสูตรที่เรียน ในช่วงปีเเรกและปีที่ 2หลักสูตรเน้นการเรียนวิชาพื้นฐานซึ่งจะมีการเรียนวิชาที่หลากหลายรวมถึงนักศึกษาสามารถเลือกวิชาเลือกเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับสาขาที่นักศึกษาต้องการศึกษาต่อไปได้ ในปีที่3-4 จะเป็นวิชาที่เจาะจงสำหรับเเต่ละสาขา2-YEAR-COLLEGE
นอกจากเรียนปริญญาตรี 4 ปีเเล้ว ยังมีกลุ่มวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาที่เปิดสอนระดับ Undergraduate โดยใช้เวลา 2 ปี นักศึกษาจบจะได้รับวุฒิ Associate of Arts (AA) หรือ Associate of Science (AS) AA เป็นหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นตามโครงสร้างของการเรียนชั้นปีที่ 1 - 2 ของมหาวิทยาลัยทำให้นักเรียนสามารถเรียนต่อปีที่ 3 - 4 ในมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้โดยไม่เสียเวลาเพิ่ม ส่วน AS เป็นหลักสูตรที่เน้นวิชาพื้นฐานโดยตรง เพื่อให้นักศึกษามีคุณภาพพร้อมจะทำงานได้เมื่อเรียนจบ แต่ทำให้บางครั้งนักศึกษาที่จบในหลักสูตร AS อาจต้องใช้เวลาเรียนเพิ่มหากต้องการศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี ข้อดีของการเรียนในวิทยาลัยกลุ่มนี้ คือ ค่าใช้จ่ายถูกกว่าค่าใช้จ่ายรวมปีที่ 1 - 2 ในมหาวิทยาลัยกว่าครึ่ง อีกทั้งยังเป็นช่วงที่นักเรียนต่างชาติสามารถปรับตัวและปรับพื้นฐานการเรียนให้เข้ากับระบบมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาได้ง่ายขึ้นก่อนเข้าเรียนต่อในระดับชั้นปีที่ 3 – 4 โดยไม่เสียเวลา
การศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาในสหรัฐอเมริกา ( Graduate Study )
นักศึกษาผู้หวังความก้าวหน้าทางการเรียน ต่างมุ่งหวังมาศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในระดับสูงกว่าปริญญาตรี เนื่องจากมีวิชาให้เลือกหลากหลายอีกทั้งยังมีการจัดสิ่งเเวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียน อาทิ ห้องเรียนที่มีขนาดเล็ก อปุกรณ์การเรียนการสอนและสถานที่ที่มีความพร้อมสูงสำหรับการทำวิจัย รวมถึงอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เมื่อจบออกมาทำงานก็เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
โครงสร้างการเรียนระดับสูงกว่าปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกา
การศึกษาต่อในระดับสูงกว่าระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกามีความเเตกต่างจากประเทศอื่นๆที่ไม่เเบ่งเป็นหลักสูตร COURSEWORK หรือ RESEARCH อย่างชัดเจน การเรียนทั้งในระดับปริญญาโทและเอก นักศึกษาจะต้องมีทั้งการเรียนและการทำงานวิจัย การประเมินผลต้องดูประกอบกัน ตั้งแต่บทบาทการมีส่วนร่วมในห้องเรียน การสอบ และ รายงาน ข้อเเตกต่างอีกประการคือ การเรียนที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเวลาเหมือนประเทศอื่นๆ หากเเต่เป็นการนับหน่วยกิตให้ได้ตามที่หลักสูตรกำหนดเมื่อเก็บหน่วยกิตในวิชาที่กำหนดครบถ้วนจึงถือว่าสามารถจบการศึกษาได้่
การเรียนภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกา
การเรียนภาษาในสหรัฐอเมริกามีชื่อเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า การเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเป็นภาษาที่สอง หรือ English as a Second Language (ESL) เเบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามวัตถุประสงค์ของผู้เรียน
1. การเรียนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา การเรียนภาษาเบบนี้เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสื่อสารด้านต่างๆทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อให้ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนการสอนจะเเบ่งนักเรียนเป็นระดับตามความสามารถทางภาษาของเเต่ละคน นอกจากจะมุ่งให้นักเรียนมีความก้าวหน้าในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษทั่วไปเเล้ว หลายๆ โรงเรียนยังมีการจัดหลักสูตรพิเศษสำหรับนักเรียนที่ต้องการความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษเฉพาะทาง อาทิ หลักสูตรภาษาอังฤฤษสำหรับธุรกิจ ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย และภาษาอังกฤษเพื่อการเตรียมสอบ ทั้งนี้การเรียนภาษาอังกฤษเพื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะทางนักเรียนจำเป็นต้องมีความสามาถทางภาษาในระดับสูงเเล้วเท่านั้น
2. การเรียนภาษาเชิงวิชาการเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเเบบนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้นักเรียนสามารถก้าวสู่การศึกษาในระดับสูงได้อย่างมีความมั่นใจ ไม่มีกำเเพงทางภาษามากั้นระหว่างการเรียน อีกทั้งหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในหลักสูตรนี้มักจะมีการให้ข้อเสนอการตอบรับเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยแบบมีเงื่อนไข หมายความว่า เมื่อนักเรียนเรียนภาษาอังกฤษจนจบในระดับที่โรงเรียนตั้งไว้ ก็สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้เลยโดย ไม่จำเป็นต้องสอบวัดระดับภาษาอีก การเรียนภาษาอังกฤษเเบบนี้ นอกจากจะช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในการเรียน ได้เรียนรู้วิธีการจดบันทึก การเขียนรายงานและการนำเสนอหน้าห้องแล้ว ยังเป็นการลดความเครียดในการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเพื่อเข้าศึกษาต่ออีกด้วย
